HISTORY

5 ข้อเท็จจริงของประธานาธิบดี “ลินดอน บี. จอห์นสัน” ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

Lyndon B. Johnson

เขาเป็นเด็กที่เกิดในในฟาร์มแห่งหนึ่งแต่ก็ถูกโชคชะตากำหนดไว้แล้วว่าซักวันจะต้องได้เป็นประธานาธิบดี โดย “ลินดอน บี. จอห์นสัน” ได้เข้าทำงานในห้องทำงานของเครื่องบิน “Air Force One” หลังจากที่ประธานาธิบดี “จอห์น เอฟ. เคนเนดี” ได้ถูกลอบสังหารไปแล้วก่อนหน้านั้น 1 ชั่วโมง ในขณะที่ดำรงตำแหน่งเขามีผลงานเด่นและประสบความสำเร็จในด้านการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน , สงครามกับความยากจน , กฏหมายปกป้องสิ่งแวดแล้วและปกป้องผู้บริโภค , การควบคุมอาวุธปืน และโครงการประกันสุขภาพของรัฐบาล ในบทความนี้เราได้รวมเรื่องน่าสนใจของเขาที่คนส่วนใหญ่อาจไม่เคยรู้มาก่อนมาให้ได้อ่านกัน 1.เขาเคยทำอาชีพอาจารย์มาก่อน – เพื่อหาค่าเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งรัฐเท็กซัส (Texas State University) เขาจึงไปสอนหนังสือเด็กในเมืองแซนแอนโทนีโอและกลายเป็นการเปิดมุมมองใหม่ให้แก่เขาว่ารัฐบาลควรให้การสนับสนุนการศึกษาแก่พวกเด็กๆในประเทศอย่างไร พอได้กลายเป็นประธานาธิบดีก็เลยมีโครงการสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับนักศึกษาที่ยากจน 2.เขายังเคยเป็นภารโรงอีกด้วย!! –  เขาไม่ได้แค่ต้องไปเป็นครูเพื่อหาเงินมาซื้ออุปกรณ์การศึกษาให้ตัวเองเท่านั้น เขายังรับทำอาชีพอื่นๆพร้อมกันไปด้วย ในระหว่างที่ต้องสอนหนังสือให้พวกเด็กๆที่เรียนอยู่ในระดับเกรด 5 ,6 ,7 นอกนั้นยังต้องบริหารทีมอาจารย์ที่มีกันอยู่ทั้งหมด 5 คน และก็ต้องดูแลสนามเด็กเล่นกับเป็นโค้ชทีมเบสบอลให้พวกนักเรียน ปิดท้ายด้วยการเป็นภารโรงประจำโรงเรียน 3.ผันตัวเข้าไปเล่นการเมือง – พ่อของจอห์นสันทำงานอยู่ในสภานิติบัญญัติของรัฐเท็กซัสมานานทำให้รู้จักคนเป็นจำนวนมากและนั่นก็ทำให้สามารถช่วยเหลือให้ลูกชายตัวเองเข้าไปเล่นการเมืองได้ในตอนอายุ 23 ปีเท่านั้น ในตอนนั้นจอห์นสันพึ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยได้แค่ปีเดียว และถูกแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการฝ่ายนิติบัญญัติโดย “Richard M. …

ประวัติการเลิกทาสของประเทศไทย

ย้อนอดีตไปในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีทาสในไทยเป็นจำนวนกว่าหนึ่งในสามของพลเมืองของประเทศ  ที่เป็นเช่นนี้เพราะเมื่อพ่อแม่เป็นทาสแล้ว ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ตกเป็นทาสหากไม่สามารถหาเงินมาไถ่ตัวเอง ก็จะต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต มาถึงในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการกระบวนการเลิกทาสอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากประเทศไทยนั้นมีการใช้ทาสมาเป็นเวลานาน พระองค์ทรงคิดหาวิธีจะปลดปล่อยทาสให้ได้รับความเป็นไท ด้วยวิธีการละมุนละม่อม ทำตามลำดับขั้นตอน เริ่มจาก ทรงประกาศ “พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณลูกทาสลูกไทย” เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 มีผลย้อนหลังไปถึง ลูกทาสที่เกิดแต่ปีมะโรง พุทธศักราช 2411  อันเป็นปีแรกที่พระองค์ทรงขึ้นครองราชย์ ก็ให้ใช้อัตราค่าตัวเสียใหม่ตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัตินี้ กฎหมายที่ใช้กันเดิม ตีราคาลูกทาสในเรือนเบี้ย ชาย 14 ตำลึง หญิง 12 ตำลึง แล้วไม่มีการลดต้องเป็นทาสไปจนกระทั่ง ชายอายุ 40 หญิงอายุ 30 จึงมีการลดบ้าง คำนวณการลดนี้อายุทาสถึง 100 ปี ก็ยังมีค่าตัวอยู่ คือชาย 1 ตำลึง หญิง 3 บาท นั่นทำให้ ผู้ที่เกิดในเรือนเบี้ย ถ้าไม่มีเงินมาไถ่ตัวเองแล้ว ก็ต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต จึงมีการแก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ โดยกำหนดว่าเมื่อแรกเกิด …